로그인
← รายการคู่มือ

📘 ศัพท์พื้นฐานคริปโตและฟิวเจอร์ส

อ่าน ~9 นาที · ใช้อ้างอิงเท่านั้น ไม่ใช่การทำนาย

ทำไมควรอ่านบทความนี้ก่อน

การเทรดฟิวเจอร์สคริปโต ครึ่งหนึ่งคือเรื่องของศัพท์เฉพาะ ถ้ายังไม่คุ้นกับคำอย่าง 'Long', 'Short', 'เลเวอเรจ', 'การบังคับปิด' ต่อให้มองหน้าจอก็ยากที่จะเข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น

บทความนี้จะอธิบายศัพท์ที่มือใหม่เจอบ่อยที่สุดทีละคำสั้น ๆ เหมือนพจนานุกรม ไม่จำเป็นต้องท่องให้หมดในครั้งเดียว เวลาสับสนเมื่อไหร่ก็กลับมาเปิดหาได้ตลอด

บทความอื่น ๆ ของ Baro เขียนขึ้นโดยถือว่าคุณรู้ศัพท์เหล่านี้แล้ว ดังนั้นบทความนี้จึงเปรียบเสมือน 'รากฐาน' อย่างหนึ่ง

⚠️ การเทรดฟิวเจอร์สเป็นการเทรดความเสี่ยงสูงที่ผลขาดทุนอาจมากเท่ากับเงินต้น หรือบางครั้งมากกว่านั้น บทความนี้เป็นคำอธิบายเพื่อใช้ประกอบความเข้าใจศัพท์เท่านั้น ไม่ใช่การชักชวนให้ซื้อหรือขายสิ่งใด การตัดสินใจและความรับผิดชอบทั้งหมดเป็นของคุณเอง

สปอต vs ฟิวเจอร์ส (และสัญญาไม่มีวันหมดอายุ · perp)

นี่คือสองสิ่งที่ต้องแยกให้ออกก่อนเป็นอันดับแรก ทั้งคู่เป็นการเทรดคริปโตเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่ 'เทรดอะไร'

  • สปอต (Spot): การซื้อขายเหรียญจริง ๆ โดยตรง ถ้าซื้อ Bitcoin มูลค่า 10,000 วอน ก็จะมี Bitcoin เข้ามาในบัญชีของเราตามมูลค่านั้น ราคาขึ้นก็ได้กำไร ราคาลงก็ขาดทุน ตรงไปตรงมาใช่ไหมล่ะ
  • ฟิวเจอร์ส (Futures): ไม่ใช่การเทรดตัวเหรียญ แต่เป็นการทำสัญญาเกี่ยวกับ 'การเคลื่อนไหวของราคา' เราไม่ได้ถือเหรียญจริง ๆ แต่เป็นการเปิดสถานะ (Position) ว่าราคาจะขึ้นหรือจะลง
  • ฟิวเจอร์สแบบไม่มีวันหมดอายุ (Perpetual หรือเรียกย่อ ๆ ว่า perp): เป็นฟิวเจอร์สชนิดที่ 'ไม่มีวันหมดอายุ' ฟิวเจอร์สทั่วไปมักมีวันหมดอายุ เช่น 'ปิดบัญชีวันที่เท่านั้นเท่านี้' แต่แบบ perpetual ไม่มีวันหมดอายุ ถือได้นานเท่าที่ต้องการ การเทรดฟิวเจอร์สคริปโตส่วนใหญ่เป็น perp นี่แหละ
💡 ถ้าเพิ่งเริ่ม การคุ้นเคยกับสปอตก่อนจะสบายใจกว่า เพราะฟิวเจอร์สอันตรายกว่ามากเนื่องจาก 'เลเวอเรจ' และ 'การบังคับปิด' ที่จะพูดถึงต่อไป บนหน้าจอ ตรงที่เขียนว่า 'USDT Perpetual' หรือ 'PERP' คือตลาดฟิวเจอร์ส

Long และ Short

ในฟิวเจอร์ส เราสามารถเปิดสถานะได้ทั้ง 'ตอนราคาขึ้น' และ 'ตอนราคาลง' นี่คือความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับสปอต

  • Long: สถานะที่เปิดเพราะคาดว่าราคาจะขึ้น ราคาขึ้นได้กำไร ราคาลงขาดทุน เป็นทิศทางคล้ายกับ 'การซื้อ'
  • Short: สถานะที่เปิดเพราะคาดว่าราคาจะลง ราคาลงได้กำไร ราคาขึ้นขาดทุน เป็นแนวคิดเฉพาะของฟิวเจอร์สที่ไม่มีในสปอต

สิ่งที่มือใหม่สับสนมากที่สุดคือ Short เพราะคำถามที่ว่า 'ราคาลงแล้วได้กำไรได้ยังไง?' มันขัดกับสัญชาตญาณ ลองคิดว่าเรายืมเหรียญมาขายในราคาแพงก่อน แล้วซื้อกลับคืนในราคาถูกเพื่อเอาไปคืน จะเข้าใจง่ายขึ้น ในความเป็นจริงตลาดจัดการเรื่องนี้ให้ภายในระบบ เราแค่กด 'ปุ่ม Short' ก็พอ

⚠️ ในทางทฤษฎี Short ไม่มีขีดจำกัดการขาดทุนที่แน่นอน เพราะราคาขึ้นได้แบบไม่มีเพดาน นี่คือเหตุผลที่ต้องระวัง Short มากกว่า Long

เลเวอเรจ (ตัวคูณ) และมาร์จิน

เลเวอเรจ (Leverage) คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ฟิวเจอร์สอันตรายแต่ก็ดึงดูดความสนใจของผู้คน คิดง่าย ๆ ว่ามันคือ 'ตัวคูณที่ทำให้เราเทรดด้วยจำนวนเงินที่มากกว่าเงินของเราเอง'

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราใส่เงิน 100,000 วอน แล้วใช้เลเวอเรจ 10 เท่า เราจะเปิดสถานะมูลค่า 1,000,000 วอนได้ เงิน 100,000 วอนที่เราวางไว้จริงนี้เรียกว่ามาร์จิน (Margin) เปรียบเสมือนเงินประกันที่เราวางไว้กับตลาด

  • เลเวอเรจ (ตัวคูณ): ค่าที่กำหนดว่าจะเทรดได้กี่เท่าของมาร์จิน เลือกได้ เช่น 2 เท่า, 5 เท่า, 10 เท่า, 50 เท่า
  • มาร์จิน (Margin): เงินของเราที่ผูกไว้จริง ๆ เพื่อเปิดสถานะนั้น
  • ขนาดของสถานะ: มาร์จิน × เลเวอเรจ จากตัวอย่างข้างบนคือ 100,000 วอน × 10 เท่า = 1,000,000 วอน
⚠️ เลเวอเรจขยายทั้งกำไรและขาดทุนด้วยตัวคูณเท่ากัน ที่ 10 เท่า ถ้าราคาวิ่งสวนทางเรา 1% มาร์จินของเราจะลดลงประมาณ 10% นั่นคือ ถ้าใช้ 10 เท่า แค่ราคาสวนทางประมาณ 10% มาร์จินก็อาจหายไปเกือบหมดได้ ยิ่งตัวคูณสูง ก็ยิ่งเข้าใกล้ 'การบังคับปิด' (ในหัวข้อถัดไป) ได้ง่ายขึ้น
💡 ยิ่งเป็นมือใหม่ ตัวคูณต่ำ ๆ จะสบายใจกว่า ตัวคูณสูงอาจถูกบังคับปิดในพริบตาแม้ราคาแกว่งเพียงเล็กน้อย ตัวเลขตัวคูณที่ดูใหญ่ไม่ได้แปลว่าดีเสมอไป

ทำไมการบังคับปิด (ปิดสถานะอัตโนมัติ) จึงเกิดขึ้น

การบังคับปิด (Liquidation) เป็นสิ่งที่มือใหม่ในตลาดฟิวเจอร์สเจอบ่อยที่สุด พูดง่าย ๆ คือ 'การที่ตลาดบังคับปิดสถานะของเราเองก่อนที่มาร์จินจะหมดเกลี้ยง'

ตลาดต้องการให้การขาดทุนถูกจัดการอยู่ภายในมาร์จินที่เราวางไว้เท่านั้น ราคาที่ตรงกับจุดที่ผลขาดทุนกัดกินมาร์จินไปเกือบหมดเรียกว่าราคาบังคับปิด (Liquidation Price) เมื่อราคาแตะจุดนั้น ตลาดจะปิดสถานะของเราโดยไม่สนใจเจตนาของเรา และตอนนั้นมาร์จินก็จะสูญเสียไปเกือบทั้งหมด

  1. เปิดสถานะเช่น เปิด Long ด้วยมาร์จิน 100,000 วอน เลเวอเรจ 10 เท่า
  2. ราคาวิ่งสวนทางเปิด Long แต่ราคาลง ผลขาดทุนก็เริ่มสะสมขึ้นเรื่อย ๆ
  3. ผลขาดทุนเข้าใกล้มาร์จินถ้าใช้ 10 เท่า ราคาลงประมาณ 10% มาร์จินก็จะถูกใช้ไปเกือบหมด
  4. แตะราคาบังคับปิดแล้วถูกปิดอัตโนมัติตลาดปิดสถานะให้อัตโนมัติ และมาร์จินก็หายไปเกือบหมด หลังจากนั้นต่อให้ราคากลับขึ้นมา สถานะก็ถูกปิดไปแล้ว
⚠️ การบังคับปิดเกิดขึ้นแม้ราคา 'แตะเพียงชั่วขณะ' ก็ตาม ในกรณีที่ราคาแวบไปแตะราคาบังคับปิดแล้วเด้งกลับมา ในวินาทีนั้นก็ถูกบังคับปิดไปแล้ว ด้วยเหตุนี้ ยิ่งตัวคูณสูงและความผันผวนมาก ก็ยิ่งอันตราย

Isolated Margin vs Cross Margin

ตอนเปิดสถานะ เราจะต้องเลือกวิธี 'วางมาร์จินอย่างไร' ซึ่งหลัก ๆ มีสองแบบ การเลือกนี้ส่งผลโดยตรงต่อความเสี่ยงในการถูกบังคับปิด

  • Isolated Margin (แบบแยก): ผูกมาร์จินไว้กับสถานะนั้นเฉพาะเท่านั้น ถ้าถูกบังคับปิดก็จะเสียเฉพาะมาร์จินที่วางไว้กับสถานะนั้น เงินที่เหลือในบัญชียังอยู่ครบ ขอบเขตที่อาจเสียได้ในการเทรดหนึ่งครั้งจึงชัดเจน
  • Cross Margin (แบบรวม): ใช้ยอดเงินทั้งบัญชีเป็นเสาค้ำของสถานะนั้นด้วย จึงทนต่อการบังคับปิดได้ดีกว่า แต่ถ้าพลาดขึ้นมา ทั้งบัญชีอาจตกอยู่ในความเสี่ยงได้
💡 ถ้าเพิ่งเริ่ม Isolated Margin จะคำนวณการขาดทุนได้ง่ายกว่า เพราะจำนวนเงินสูงสุดที่อาจเสียในการเทรดหนึ่งครั้งถูกกำหนดไว้ชัดเจนเท่ากับ 'มาร์จินของสถานะนั้น' ส่วน Cross จงจำไว้ว่าความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจลามไปทั้งบัญชีได้

ค่าฟันดิ้ง (Funding)

เป็นแนวคิดเฉพาะที่มีเฉพาะในฟิวเจอร์สแบบไม่มีวันหมดอายุ (perp) เท่านั้น เนื่องจากไม่มีวันหมดอายุ จึงมีกลไกนี้คอยตรึงไม่ให้ราคาฟิวเจอร์สห่างจากราคาสปอตจริงมากเกินไป

ค่าฟันดิ้ง (Funding Fee) คือจำนวนเงินที่ฝั่ง Long และ Short รับ-จ่ายกันทุกรอบเวลาที่กำหนด (ต่างกันไปในแต่ละตลาด แต่มักเป็นทุก 8 ชั่วโมง) หัวใจสำคัญคือมันไม่ได้ถูกตลาดเก็บไป แต่เป็นการรับ-จ่ายกันเองระหว่างผู้ถือสถานะ ถ้าในตลาดมี Long มาก Long ก็จ่ายให้ Short ถ้ามี Short มากก็กลับกัน

  • เมื่อค่าฟันดิ้งเป็นบวก (+): โดยทั่วไป Long จ่ายให้ Short ถ้าถือ Long อยู่ เงินก็จะค่อย ๆ ไหลออกไปทีละนิด
  • เมื่อค่าฟันดิ้งเป็นลบ (-): โดยทั่วไป Short จ่ายให้ Long ถ้าถือ Long อยู่ กลับกลายเป็นได้รับเงินทีละนิด
  • จะเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อถือสถานะอยู่ ณ เวลาปิดรอบเท่านั้น ถ้าปิดสถานะก่อนหน้านั้น รอบนั้นก็ไม่ต้องจ่ายค่าฟันดิ้ง
💡 ค่าฟันดิ้งเมื่อมองครั้งเดียวอาจดูน้อย แต่ถ้าถือสถานะนาน ๆ ก็จะสะสมขึ้น ถ้าตั้งใจจะถือยาว ควรตรวจสอบทิศทางและขนาดของค่าฟันดิ้งไว้ บนหน้าจอตลาดมักจะแสดง 'ค่าฟันดิ้งที่คาดการณ์' และเวลาปิดรอบถัดไป

ค่าธรรมเนียม Maker · Taker

เป็นค่าธรรมเนียมที่จ่ายให้ตลาดทุกครั้งที่เทรด แต่แบ่งเป็นสองชนิดตามวิธีการส่งคำสั่ง การเทรดเดียวกันก็อาจเสียค่าธรรมเนียมต่างกันได้ขึ้นอยู่กับวิธีส่งคำสั่ง

  • Maker: กรณีที่ตั้ง 'คำสั่งรอ' (คำสั่งแบบ Limit) ไว้ที่ราคาซึ่งห่างจากราคาตลาดปัจจุบัน เรียกว่า Maker เพราะคำสั่งของเราไปรอในสมุดคำสั่งซื้อขายและ 'สร้าง' สภาพคล่องให้กับตลาด โดยทั่วไปค่าธรรมเนียมถูกกว่า
  • Taker: กรณีที่ส่ง 'คำสั่งทันที' (คำสั่งแบบ Market) ที่จับคู่ได้ในทันที เรียกว่า Taker เพราะ 'หยิบเอา' คำสั่งที่มีอยู่แล้วในสมุดคำสั่งไปจับคู่ โดยทั่วไปค่าธรรมเนียมแพงกว่า Maker

จุดที่มือใหม่สับสน: 'ถ้าซื้อด้วยคำสั่ง Market จะเร็วแต่มักเสียค่าธรรมเนียมมากกว่า' ถ้าไม่รีบ การตั้งคำสั่ง Limit เพื่อให้ได้ค่าธรรมเนียมแบบ Maker เป็นวิธีประหยัดต้นทุน แต่คำสั่ง Limit อาจไม่ได้รับการจับคู่ถ้าราคาไม่แตะระดับที่ต้องการ

💡 ค่าธรรมเนียมเมื่อมองครั้งเดียวอาจดูน้อย แต่ยิ่งเทรดบ่อยก็ยิ่งสะสม โดยเฉพาะถ้าหมุนสถานะใหญ่ ๆ ด้วยเลเวอเรจสูงบ่อย ๆ ลำพังค่าธรรมเนียมก็อาจกลายเป็นต้นทุนไม่น้อยได้ (อัตราค่าธรรมเนียมที่แน่นอนต่างกันไปในแต่ละตลาด กรุณาตรวจสอบเอง)

USDT · USDC (สเตเบิลคอยน์)

ดูหน้าจอเทรดฟิวเจอร์ส จะเห็นราคาเขียนแบบ 'BTC/USDT' ตรงนี้ USDT คือเงินที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการเทรด

  • สเตเบิลคอยน์ (Stablecoin): เหรียญที่ออกแบบให้ราคาคงอยู่ใกล้กับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ (USD) ไม่แกว่งแรงแบบ Bitcoin แต่วนเวียนอยู่ใกล้ ๆ 1 ดอลลาร์ จึงทำหน้าที่เป็น 'เงินสดสำหรับการเทรด'
  • USDT (Tether): สเตเบิลคอยน์ที่ใช้กันแพร่หลายที่สุด เป็นสกุลเงินชำระเงินหลักของตลาดส่วนใหญ่
  • USDC: สเตเบิลคอยน์อีกตัวที่คล้ายกับ USDT ทั้งคู่อ้างอิงที่ 1 ดอลลาร์ แต่ผู้ออกต่างกัน

สำหรับนักลงทุนรายย่อยในเกาหลี ขั้นตอนมักเป็นแบบนี้: ซื้อเหรียญด้วยเงินวอนที่ตลาดในประเทศก่อน แล้วส่งเหรียญนั้นไปยังตลาดต่างประเทศ จากนั้นแลกเป็น USDT เพื่อใช้เป็นมาร์จินของฟิวเจอร์ส ดังนั้น 'การจัดหา USDT' จึงมักเป็นจุดเริ่มต้นของการเทรดฟิวเจอร์ส

⚠️ การที่สเตเบิลคอยน์ตั้งเป้า 'รักษาที่ 1 ดอลลาร์' ไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงเป็นศูนย์ ในอดีตเคยมีกรณีที่หลุดจาก 1 ดอลลาร์ชั่วคราว เข้าใจให้ถูกต้องว่ามันคือ 'สกุลเงินอ้างอิงที่ค่อนข้างเสถียร' มากกว่าจะเป็น 'เงินสดที่ปลอดภัยอย่างสมบูรณ์'

ที่อยู่กระเป๋าเงิน · เครือข่าย

เป็นแนวคิดที่ต้องเจอแน่นอนเวลาย้ายเหรียญระหว่างตลาด หรือเก็บไว้ในกระเป๋าเงินส่วนตัว ส่วนนี้ต้องระวังเป็นพิเศษเพราะถ้าพลาด เหรียญอาจหายไปได้

  • ที่อยู่กระเป๋าเงิน (Address): เปรียบเหมือน 'เลขที่บัญชี' สำหรับรับเหรียญ มักเป็นชุดตัวอักษรภาษาอังกฤษและตัวเลขที่ยาวและซับซ้อน ถ้าส่งเหรียญไปยังที่อยู่นี้ เหรียญก็จะเข้าไปในกระเป๋านั้น
  • เครือข่าย (Network/Chain): เปรียบเหมือน 'ถนน' ที่เหรียญเดินทาง แม้จะเป็น USDT เดียวกัน ก็อาจส่งผ่านเครือข่ายต่างกันได้ เช่น Ethereum (ERC-20), Tron (TRC-20) เป็นต้น
  • กระเป๋าเงิน (Wallet): พื้นที่สำหรับเก็บเหรียญ มีทั้งกระเป๋าเงินที่อยู่ภายในตลาด และกระเป๋าเงินส่วนตัวอย่าง MetaMask
⚠️ เวลาส่งเหรียญ ต้องถูกต้องทั้ง 'ที่อยู่' และ 'เครือข่าย' ถึงแม้ที่อยู่จะถูก แต่ถ้าเลือกเครือข่ายผิด ก็อาจหาเหรียญไม่เจอได้ การโอนบนบล็อกเชนเมื่อส่งไปแล้วจะย้อนกลับไม่ได้ ตอนส่งครั้งแรกหลายคนจึงทดสอบด้วยจำนวนน้อย ๆ ก่อน
💡 ตรวจสอบให้แน่ใจว่าทั้งฝั่งส่งและฝั่งรับเลือก 'เครือข่ายเดียวกัน' อย่าพิมพ์ที่อยู่เอง ให้ใช้วิธีคัดลอก-วาง และหลังวางแล้วให้ติดนิสัยตรวจดูตัวอักษรสองสามตัวหน้าและหลังว่าตรงกันอีกครั้งเพื่อความปลอดภัย

สรุปศัพท์แบบเห็นในพริบตา

ศัพท์คำอธิบายหนึ่งบรรทัด
สปอต (Spot)การซื้อขายเหรียญจริงโดยตรง
ฟิวเจอร์ส (Futures)สัญญาเปิดสถานะต่อการขึ้นลงของราคาเหรียญ
Perp (ไม่มีวันหมดอายุ)ฟิวเจอร์สที่ไม่มีวันหมดอายุ คิดเป็นส่วนใหญ่ของฟิวเจอร์สคริปโต
Longสถานะที่เปิดเพราะคาดว่าราคาจะขึ้น
Shortสถานะที่เปิดเพราะคาดว่าราคาจะลง
เลเวอเรจตัวคูณที่กำหนดว่าจะเทรดได้กี่เท่าของมาร์จิน
มาร์จิน (Margin)เงินของเราที่ผูกไว้เพื่อเปิดสถานะ
การบังคับปิดการถูกปิดสถานะโดยบังคับเมื่อผลขาดทุนแตะมาร์จิน
Isolated Marginเสี่ยงเฉพาะมาร์จินของสถานะนั้น ขอบเขตขาดทุนชัดเจน
Cross Marginทั้งบัญชีเป็นเสาค้ำ ถ้าพลาดทั้งบัญชีเสี่ยง
ค่าฟันดิ้งจำนวนเงินที่ Long·Short รับจ่ายกันเป็นรอบใน perp
Makerคำสั่งรอ (Limit) โดยทั่วไปค่าธรรมเนียมถูก
Takerคำสั่งทันที (Market) โดยทั่วไปค่าธรรมเนียมแพง
USDT/USDCสกุลเงินที่อ้างอิง 1 ดอลลาร์ (สเตเบิลคอยน์)
ที่อยู่กระเป๋าเงินเปรียบเหมือนเลขที่บัญชีสำหรับรับเหรียญ
เครือข่ายถนนที่เหรียญเดินทาง เลือกผิดเสี่ยงสูญหาย

ตารางนี้ทำขึ้นเพื่อให้กลับมาเปิดหาได้อย่างรวดเร็วทุกครั้งที่สับสน คำอธิบายโดยละเอียดของแต่ละศัพท์อยู่ในหัวข้อด้านบน

ถ้าจับศัพท์ได้พอสมควรแล้ว → ลองดูต่อที่ไกด์ 'วิธีเทรดฟิวเจอร์ส' เพื่อดูขั้นตอนการใช้งานหน้าจอจริงจะช่วยได้

⚠️ ขอเน้นย้ำอีกครั้ง การเทรดฟิวเจอร์สเป็นการเทรดความเสี่ยงสูงที่อาจสูญเสียได้เท่ากับเงินต้น และบางครั้งมากกว่านั้น เนื้อหาทั้งหมดของ Baro เป็นเพียงข้อมูลอ้างอิงเพื่อทำความเข้าใจศัพท์และโครงสร้างเท่านั้น ไม่ใช่การแนะนำให้ทำการเทรดใด ๆ การตัดสินใจและความรับผิดชอบเป็นของคุณเสมอ