로그인
← รายการคู่มือ

📈 วิธีเทรด Futures (สัญญาซื้อขายล่วงหน้า)

อ่าน ~9 นาที · ใช้อ้างอิงเท่านั้น ไม่ใช่การทำนาย

Futures คืออะไรกันแน่?

เวลาเราพูดว่า "ซื้อ" เหรียญ ปกติแล้วเราจะได้เป็นเจ้าของเหรียญนั้นจริง ๆ ถ้าซื้อ 1 BTC ก็จะมี 1 BTC เข้ามาในกระเป๋าของเรา แบบนี้เราเรียกว่าสปอต (spot คือการซื้อขายที่มีการส่งมอบเหรียญจริง)

ในทางกลับกัน การเทรด Futures ไม่ได้เป็นการถือครองตัวเหรียญเอง แต่เป็นการซื้อขาย "ข้อตกลง (สัญญา)" ว่าราคาจะขึ้นหรือจะลง เหรียญจะไม่เข้ามาในกระเป๋าเรา แต่จะมีการคำนวณกำไรขาดทุนตามการเปลี่ยนแปลงของราคาเท่านั้น

ในบรรดา Futures ทั้งหลาย ตัวที่ใช้กันมากที่สุดในวงการคริปโตคือ Futures แบบไม่มีกำหนดอายุ (perpetual futures หรือเรียกย่อ ๆ ว่า perp หรือ เพิร์ป) Futures ทั่วไปจะมีวันหมดอายุ เช่น "อีก 3 เดือน" แต่ perpetual futures ไม่มีวันหมดอายุ ทำให้เราถือไว้ได้นานเท่าที่ต้องการ

จุดเด่นหลักของ Futures มี 2 อย่าง อย่างแรก เราสามารถเดิมพันฝั่งที่ราคา "ลง" ได้ด้วย (Short) อย่างที่สอง เราสามารถบริหารเงินจำนวนที่มากกว่าเงินทุนของเราได้ (เลเวอเรจ)

ด้วย 2 อย่างนี้ ช่วงของกำไรขาดทุนจึงกว้างขึ้น และก็แปลว่าความเสี่ยงที่จะขาดทุนก็มากกว่าสปอตหลายเท่าเช่นกัน บทความนี้รวบรวมวิธีเทรดครั้งแรกโดยลดความเสี่ยงนั้นให้ได้มากที่สุด

⚠️ Futures คือที่ที่มือใหม่ขาดทุนได้เร็วที่สุดและหนักที่สุด บทความนี้ไม่ใช่แนวทางว่า "ทำแบบนี้แล้วจะได้กำไร" แต่เป็นแนวทางว่า "ทำแบบนี้แล้วจะเจ็บตัวน้อยลง" ขอให้เริ่มต้นด้วยเงินที่เสียไปแล้วไม่กระทบการใช้ชีวิตเท่านั้น การตัดสินใจและความรับผิดชอบทั้งหมดเป็นของคุณเอง

Long และ Short — ฝั่งราคาขึ้น ฝั่งราคาลง

ใน Futures โพซิชัน (การเดิมพันที่เราเปิดไว้) มีแค่ 2 ทิศทางเท่านั้น ไม่ยากเลย

  • Long = ทิศทางที่ได้กำไรเมื่อราคา "ขึ้น" เป็นรูปแบบที่คุ้นเคยกันดี คือซื้อถูกแล้วขายแพง
  • Short = ทิศทางที่ได้กำไรเมื่อราคา "ลง" ในสปอตทำไม่ได้ แต่ใน Futures ทำได้ ลองนึกภาพว่าเป็นการ (ยืมมา) ขายตอนแพง แล้วซื้อกลับคืนตอนถูก

ตัวอย่างเช่น ถ้า BTC อยู่ที่ 100 ล้านวอน แล้วเราเปิด Long ถ้าราคาขึ้นไปที่ 110 ล้านวอนก็ได้กำไร แต่ถ้าลงไปที่ 90 ล้านวอนก็ขาดทุน ส่วน Short ก็ตรงกันข้าม

ทั้งสองฝั่งเหมือนกันตรงที่ "ถ้าคาดถูกก็ได้ ถ้าคาดผิดก็เสีย" สุดท้ายแล้วทิศทางมีแค่ขึ้นหรือลงอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะวิเคราะห์ดีแค่ไหน ก็ไม่มีใครทายการเคลื่อนไหวครั้งต่อไปได้แม่นยำแน่นอน

💡 ตอนแรก Long จะเข้าใจง่ายกว่า Short เพราะดูเป็นธรรมชาติกว่า แต่ไม่ได้แปลว่า "Long ปลอดภัยกว่า" ถ้าเดาทิศทางผิด ไม่ว่าจะ Long หรือ Short ก็เสียเท่ากัน สิ่งที่สร้างความปลอดภัยไม่ใช่ทิศทาง แต่เป็นเลเวอเรจ การตั้ง Stop Loss และขนาดของพอร์ตที่จะพูดถึงต่อไป

เลเวอเรจ — ทำไมต้องเริ่มต้นด้วยค่าต่ำเสมอ

เลเวอเรจ (leverage) คือฟังก์ชันที่คูณตัวคูณเข้ากับเงินของเรา ทำให้บริหารเงินจำนวนที่มากขึ้นได้ ถ้าเลเวอเรจ 10 เท่า ก็คือใช้เงินของเรา 1 ล้านวอน เปิดโพซิชันมูลค่า 10 ล้านวอน

กำไรก็โตขึ้น 10 เท่า แต่ขาดทุนก็โตขึ้น 10 เท่าเช่นกัน ตรงนี้แหละที่มือใหม่ล้มกันมากที่สุด

มาดูตัวเลขกันว่าทำไมถึงอันตราย ถ้าราคาวิ่งสวนทางกับที่เราคาด จนมาร์จิน (เงินที่วางไว้) เข้าใกล้ศูนย์ ตลาด (exchange) จะบังคับปิดโพซิชันของเรา เรียกว่าการบังคับปิด (Liquidation) ยิ่งเลเวอเรจสูง ช่วงราคาที่จะทนได้ก่อนถูกบังคับปิดก็ยิ่งแคบลง

เลเวอเรจราคาวิ่งสวนทางประมาณเท่านี้ก็ถูกบังคับปิด (แบบทำให้ง่ายมาก)
2 เท่าประมาณ -50%
5 เท่าประมาณ -20%
10 เท่าประมาณ -10%
25 เท่าประมาณ -4%
50 เท่าประมาณ -2%
100 เท่าประมาณ -1%

ตารางด้านบนเป็นค่าที่ทำให้ง่ายมาก โดยตัดค่าธรรมเนียม ค่า Funding ฯลฯ ออกไป (ราคาบังคับปิดจริงตลาดจะคำนวณแยกแล้วแสดงให้เห็น) แต่ก็พอเห็นภาพ ถ้าใช้ 100 เท่า แค่ราคาวิ่งสวนทางเพียง 1% มาร์จินก็เกือบหายไปหมดแล้ว

คริปโตแกว่งวันละ 1-2% เป็นเรื่องปกติ ดังนั้นเลเวอเรจสูงจึงมักจบลงด้วยการ "ถูกบ้าง แต่ก็แค่แป๊บเดียว แล้วถูกบังคับปิดจากการแกว่งเล็ก ๆ"

⚠️ สาเหตุอันดับ 1 ที่มือใหม่เจ๊งคือเลเวอเรจสูง ความคิดแบบ "ใส่นิดเดียวแต่เล่น 100 เท่าให้ใหญ่" มักลงเอยด้วยการถูกบังคับปิดอย่างรวดเร็ว ตอนแรกขอแนะนำให้ใช้ไม่เกิน 2-3 เท่า และแม้จะเริ่มชินแล้วก็ไม่ควรเกิน 5 เท่า ฝึก "เลเวอเรจต่ำ + ขาดทุนน้อย" ให้ทนได้ก่อนเป็นอันดับแรก

มาร์จิน และความต่างระหว่าง Isolated/Cross

มาร์จิน (margin) คือเงินที่วางเป็นหลักประกันเพื่อเปิดโพซิชัน ถ้าใช้เลเวอเรจ 10 เท่าเปิดโพซิชัน 10 ล้านวอน ก็จะมีเงิน 1 ล้านวอนถูกล็อกไว้เป็นมาร์จินเพื่อค้ำหลักประกันนั้น

ถ้ามาร์จินนี้ละลายหมดไปกับการขาดทุน ก็จะถูกบังคับปิดนั่นเอง

เวลาเปิดโพซิชันบนตลาด เราจะต้องเลือกโหมดมาร์จินระหว่าง Isolated (แยก) และ Cross (รวม) ขอให้รู้ความต่างนี้ไว้ให้ดี

  • Isolated (แยก) = มีเฉพาะมาร์จินที่จัดสรรให้โพซิชันนี้เท่านั้นที่เสี่ยง ต่อให้ถูกบังคับปิดก็เสียแค่มาร์จินก้อนนั้น ไม่กระทบเงินส่วนที่เหลือในบัญชี เพราะขีดจำกัดการขาดทุนชัดเจน จึงเหมาะกับมือใหม่
  • Cross (รวม) = ยอดเงินคงเหลือทั้งบัญชีถูกใช้เป็นหลักประกันของโพซิชันนี้ แม้จะทนไปจนถึงการบังคับปิดได้นานกว่า แต่ถ้าพลาดขึ้นมา ทั้งบัญชีอาจหดลงอย่างหนักได้ในคราวเดียว
💡 ตอนแรกขอแนะนำให้เริ่มด้วยโหมด Isolated (แยก) เพราะ "เงินที่จะเสียในกรณีเลวร้ายที่สุดของการเทรดครั้งนี้" จะถูกกำหนดให้เห็นในพริบตา ทำให้สบายใจและรักษาบัญชีได้ง่ายกว่า ส่วนโหมด Cross เป็นพื้นที่ที่ควรพิจารณาหลังจากเข้าใจกลไกอย่างเพียงพอแล้ว

วิธีส่งคำสั่ง — Market vs Limit

คำสั่งที่ใช้ตอนเปิดหรือปิดโพซิชันมีหลัก ๆ 2 แบบ

  • Market (ราคาตลาด) = "จับคู่คำสั่งทันทีที่ราคาปัจจุบัน" เร็วและแน่นอน แต่อาจถูกจับคู่ที่ราคาซึ่งเสียเปรียบกว่าที่ต้องการเล็กน้อย และค่าธรรมเนียม (taker) มักจะแพงกว่า
  • Limit (ราคาที่กำหนด) = "จับคู่คำสั่งเมื่อราคาไปถึงจุดที่เรากำหนดไว้" รักษาราคาที่ต้องการได้ และค่าธรรมเนียม (maker) มักจะถูกกว่า แต่ถ้าราคาไม่วิ่งไปถึงตรงนั้น คำสั่งก็อาจไม่ถูกจับคู่

มือใหม่มักใช้แต่ Market เพราะอยากเข้าทันที แต่หลายครั้งการรีบเข้าด้วย Market กลับทำให้ติดดอยที่ราคาแพง

ถ้าเป็นไปได้ การฝึกนิสัยตั้งคำสั่ง Limit ไว้ล่วงหน้าว่า "ถ้าราคามาถึงตรงนี้ค่อยเข้า" แล้วรอ จะช่วยลดการขาดทุนได้

💡 แต่ละตลาดมีโครงสร้างค่าธรรมเนียมต่างกันเล็กน้อย แต่โดยทั่วไป Limit (maker) จะค่าธรรมเนียมถูกกว่า Market (taker) ยิ่งเทรดบ่อย ส่วนต่างนี้ก็ยิ่งสะสม อย่างไรก็ตาม เฉพาะตอนที่ต้องตัดขาดทุน (Stop Loss) ความแน่นอนในการจับคู่คำสั่งสำคัญกว่า ดังนั้น Market อาจจะดีกว่า

สำคัญที่สุด — ต้องตั้ง Stop Loss (SL) และ Take Profit (TP) ไว้เสมอ

แค่ทำตามหัวข้อนี้ให้ดีเพียงข้อเดียว ก็ป้องกันอุบัติเหตุครั้งใหญ่ที่สุดในระดับมือใหม่ได้ ความต่างระหว่างคนที่อยู่รอดได้นานกับคนที่เจ๊งเร็วใน Futures มักแยกกันที่ "ตั้ง Stop Loss หรือไม่"

  • Stop Loss (SL) = คำสั่งล่วงหน้าที่บอกว่า "ถ้ามาถึงตรงนี้ ให้ปิดอัตโนมัติและตัดขาดทุน" แม้เราจะไม่ได้นั่งเฝ้า หรือกำลังหลับอยู่ ตลาดก็จะจัดการออกให้เอง
  • Take Profit (TP) = คำสั่งล่วงหน้าที่บอกว่า "ถ้ากำไรมาถึงตรงนี้ ให้ปิดอัตโนมัติ" ช่วยไม่ให้เราปล่อยจังหวะเก็บกำไรไปตามอารมณ์ในแต่ละครั้ง
  1. กำหนด Stop Loss ก่อน พร้อมกับตอนเข้าก่อนเปิดโพซิชัน ให้กำหนดราคาที่ว่า "ถ้ามาถึงตรงนี้แปลว่าฉันคิดผิด" ไว้ก่อน แล้วตั้งราคานั้นเป็น Stop Loss (SL) ถ้าจะมากำหนดหลังจากเข้าแล้ว เวลาขาดทุนมักจะเกิดความคิดว่า "ทนอีกนิดเดียว" จนตัดใจไม่ได้
  2. คำนวณเงินที่จะเสียในการเทรดครั้งนี้ไว้ล่วงหน้าส่วนต่างของราคาเข้ากับราคา Stop Loss × ขนาดโพซิชัน = เงินที่จะเสียในการเทรดครั้งนี้ ตรวจสอบว่าจำนวนนี้อยู่ในระดับที่รับไหว (เช่น 1-2% ของเงินทุน) ถ้ามากเกินไปก็ลดขนาดโพซิชันลง
  3. ตั้งเป้า Take Profit ไปพร้อมกันด้วยถ้าตั้ง Take Profit (TP) ที่ว่า "ขึ้นมาเท่านี้ก็พอใจแล้ว" ไว้ด้วย ก็จะไม่ถูกความโลภลากไป วิธีที่ใช้กันบ่อยคือตั้งช่วง Take Profit ให้กว้างกว่าช่วง Stop Loss (เช่น Stop Loss -1%, Take Profit +2%)
  4. ตรวจสอบว่าคำสั่งที่ตั้งไว้ถูกบันทึกจริงให้ตรวจสอบด้วยตาบนหน้าจอตลาดว่าคำสั่ง SL/TP แสดงอยู่ในสถานะ "Active" หรือไม่ มีหลายกรณีที่กรอกข้อมูลแล้วแต่ไม่ได้กดปุ่มยืนยัน ทำให้จริง ๆ แล้วคำสั่งไม่ถูกตั้งไว้ ซึ่งพบบ่อยกว่าที่คิด
⚠️ การไม่ตั้ง Stop Loss แล้วคิดว่า "ทนไว้สักวันคงขึ้น" คือรูปแบบคลาสสิกที่มือใหม่เสียบัญชีไปก้อนใหญ่ ถ้าเลเวอเรจสูง + โพซิชันใหญ่ + ไม่มี Stop Loss สามอย่างนี้มาเจอกัน ความเสี่ยงในการถูกบังคับปิดจะสูงมาก ขอให้คิดว่า Stop Loss ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่เป็นต้นทุนเพื่อความอยู่รอดสำหรับการเทรดครั้งต่อไป

ราคาบังคับปิด — กำหนดมาอย่างไร และถ้าถูกบังคับปิดจะเป็นอย่างไร

การบังคับปิด (liquidation) หมายถึงเมื่อขาดทุนมากขึ้นจนมาร์จินของเราไม่สามารถค้ำโพซิชันไว้ได้อีกต่อไป ตลาดจะบังคับปิดโพซิชันของเรา ราคาที่เป็นเกณฑ์นั้นคือราคาบังคับปิด (liquidation price)

ราคาบังคับปิดตลาดจะคำนวณอัตโนมัติแล้วแสดงในหน้าจอส่งคำสั่ง คร่าว ๆ ให้มองว่าเป็น "จุดที่มาร์จินหมดลงเมื่อนับจากราคาเข้า" ก็ได้

ยิ่งเลเวอเรจสูง ราคาบังคับปิดก็ยิ่งติดชิดกับราคาเข้า ยิ่งเลเวอเรจต่ำก็ยิ่งห่างออกไป ดังนั้นแม้จะเป็นเงินจำนวนเท่ากัน เลเวอเรจต่ำก็จะทนได้นานกว่า

ถ้าถูกบังคับปิด ต่างจาก Stop Loss ตรงที่จะเสียมาร์จินที่ผูกอยู่กับโพซิชันนั้นไปเกือบทั้งหมด Stop Loss คือการออกมาก่อนล่วงหน้าจากการขาดทุนเล็ก ๆ ที่เรากำหนดเอง แต่การบังคับปิดคือผลลัพธ์จากการถูกลากไปจนมาร์จินหมดเกลี้ยง

ยิ่งไปกว่านั้น การบังคับปิดบางครั้งยังมีค่าธรรมเนียมเพิ่มต่างหาก ดังนั้นต่อให้ขาดทุนเท่ากัน การตัดด้วย Stop Loss ไว้ก่อนล่วงหน้ามักจะดีกว่า

💡 หลักการสำคัญ: ตั้งราคา Stop Loss ให้ "นำหน้า" ราคาบังคับปิดไปไกล ๆ Stop Loss ต้องทำงานก่อนที่ราคาจะแตะราคาบังคับปิด เพื่อป้องกันการขาดทุนที่ใหญ่กว่า ก่อนเข้าให้ตรวจสอบราคาบังคับปิดบนหน้าจอเสมอ และฝึกนิสัยตั้ง Stop Loss ไว้ด้านในก่อนถึงราคานั้น

ค่า Funding — ต้นทุนที่ไหลไปมาแม้แค่ถือโพซิชันไว้เฉย ๆ

Futures แบบไม่มีกำหนดอายุมีสิ่งที่เรียกว่าค่า Funding (funding fee) เนื่องจากไม่มีวันหมดอายุ จึงมีต้นทุนที่ Long กับ Short จ่ายให้กันทุก ๆ ช่วงเวลาที่กำหนด เพื่อตรึงราคา Futures ให้อยู่ใกล้กับราคาสปอต

รอบการจ่ายให้กันแตกต่างกันไปในแต่ละตลาด (ส่วนใหญ่ทุก ๆ 8 ชั่วโมง บางที่ก็ถี่กว่านั้น) เพียงตรวจสอบคำแนะนำของตลาดที่เราเข้าเทรดก็พอ

  • เมื่อค่า Funding เป็นบวก (+) = Long จ่ายให้ Short มักเกิดขึ้นเมื่อในตลาดมี Long อยู่เยอะ
  • เมื่อค่า Funding เป็นลบ (-) = Short จ่ายให้ Long เกิดขึ้นเมื่อในตลาดมี Short อยู่เยอะ
  • นี่ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมที่ตลาดเก็บไป แต่เป็นเงินที่โพซิชันจ่ายกันเอง ดังนั้นแล้วแต่ว่าเราอยู่ฝั่งไหน ก็อาจเป็นฝ่ายได้รับหรือฝ่ายต้องจ่ายก็ได้

จำนวนเงินที่ไหลไปมาในแต่ละครั้งโดยตัวมันเองมักจะน้อย (ส่วนใหญ่ราว ๆ 0.01%) แต่ถ้าถือโพซิชันไว้นาน ก็จะค่อย ๆ สะสมขึ้น

โดยเฉพาะถ้าถือไว้นานในช่วงที่ตลาดเทไปทางเดียวจนค่า Funding สูงขึ้น ต้นทุนอาจออกมากกว่าที่คิด การฝึกนิสัยตรวจสอบค่า Funding ปัจจุบันของเหรียญนั้นก่อนเข้าเทรดจึงเป็นเรื่องดี

ขนาดของพอร์ต — ห้ามทุ่มทั้งหมดในไม้เดียว

เครื่องป้องกันความปลอดภัยทั้งหมดที่เราได้ดูมา (เลเวอเรจต่ำ, Isolated, Stop Loss) ก็จะลดประสิทธิภาพลงอย่างมาก ถ้าเราทุ่มเงินที่มีทั้งหมดลงไปในการเทรดครั้งเดียว

กฎข้อสุดท้ายและอาจจะสำคัญที่สุดของการเทรดเพื่ออยู่รอดได้นานคือ "ลงเงินครั้งละเท่าไหร่"

  • ให้กำหนดจำนวนเงินที่เสียไปแล้วยอมรับได้ในการเทรดครั้งหนึ่งก่อน เกณฑ์อนุรักษ์นิยมที่ใช้กันบ่อยคือไม่เกิน 1-2% ของเงินทุนทั้งหมด
  • ขนาดของพอร์ตให้คำนวณย้อนกลับจาก "ขาดทุนที่รับไหว ÷ ระยะห่างจนถึง Stop Loss" ไม่ใช่ใช้สัญชาตญาณว่า "ประมาณนี้"
  • ถ้าจะถือหลายโพซิชันพร้อมกัน ก็ต้องให้ความเสี่ยงรวมทั้งหมดไม่เกินขีดจำกัด
  • ใช้เฉพาะเงินที่เสียไปแล้วไม่กระทบการใช้ชีวิตเท่านั้น — เงินกู้ ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เงินค่าเช่าบ้านมัดจำ อย่าเอามาลงใน Futures
⚠️ การทุ่มเต็มเงินทุน (ทุ่มทั้งหมดในไม้เดียว) คือเส้นทางที่พบบ่อยที่มือใหม่ล้มหนักในคราวเดียว ถ้าเสียหนักไปครั้งหนึ่ง การฟื้นตัวจะยากมากในเชิงคณิตศาสตร์ — ถ้าเสียไป 50% จะต้องทำกำไรถึง 100% จึงจะกลับมาเท่าทุน การเสียทีละน้อยแล้วอยู่รอดได้หลาย ๆ ครั้ง สุดท้ายแล้วจะไปได้ไกลกว่า
💡 ตอนแรกให้โฟกัสที่ "ถ้าแพ้จะเสียแค่ไหน" มากกว่า "ถ้าชนะจะได้เท่าไหร่" ในช่วงสองสามสัปดาห์แรก ลองตั้งใจใช้เงินจำนวนน้อยมาก ๆ แล้วถือเป็นช่วง "สร้างนิสัย" ในการตั้งเลเวอเรจต่ำ, Isolated และ Stop Loss ให้ครบทุกครั้ง ก็จะเป็นเรื่องดี

ถ้ายังอยู่ในขั้นตอนสมัครตลาดเป็นครั้งแรก → ให้ดูคู่มือ "วิธีสมัครตลาดและฝากเงิน" ก่อน เมื่อเตรียมบัญชีและการฝากเงินเรียบร้อยแล้วค่อยกลับมาที่บทความนี้ ลำดับการเรียนรู้จะเป็นธรรมชาติมากขึ้น

Baro ไม่ใช่เครื่องมือพยากรณ์ที่ทายราคาให้ถูก แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คุณอ้างอิงการกระจายตัว (distribution) ว่าในอดีตเมื่อเจอสถานการณ์คล้าย ๆ กันแล้วผลเป็นอย่างไร ไม่มีเครื่องมือใดรับประกันราคาครั้งต่อไปได้ ดังนั้นขอให้จำไว้ว่าการตัดสินใจและความรับผิดชอบเป็นของคุณเองเสมอ