🕯️ วิธีอ่านกราฟ
อ่าน ~9 นาที · ใช้อ้างอิงเท่านั้น ไม่ใช่การทำนาย
แท่งเทียนหนึ่งแท่งบอกอะไรเราได้
เมื่อเปิดกราฟคริปโตครั้งแรก คุณอาจรู้สึกตื้อตันเพราะเห็นแท่งสีแดงและสีฟ้าเรียงกันแน่นเต็มไปหมด แท่งแต่ละแท่งนี้เราเรียกว่า 'แท่งเทียน (candle, เทียนไข)'
ชื่อนี้มาจากรูปทรงที่เหมือนเทียนไข มีทั้งตัวลำตัวและไส้เทียน แท่งเทียนหนึ่งแท่งสรุป 'ว่าราคาเคลื่อนไหวอย่างไรในช่วงเวลาที่กำหนด' ให้อยู่ในภาพเดียว
แท่งเทียนหนึ่งแท่งบรรจุข้อมูลราคาสี่อย่าง ได้แก่ ราคาเปิด (ราคาตอนที่ช่วงเวลานั้นเริ่มต้น) ราคาปิด (ราคาตอนที่ช่วงเวลานั้นสิ้นสุด) ราคาสูงสุด (ราคาที่สูงที่สุดในช่วงเวลานั้น) และราคาต่ำสุด (ราคาที่ต่ำที่สุดในช่วงเวลานั้น)
สี่อย่างนี้รวมกันเรียกเป็นตัวย่อภาษาอังกฤษว่า OHLC (Open·High·Low·Close) เป็นคำที่พบบ่อยเวลาอ่านคำอธิบายกราฟ ฉะนั้นจำให้คุ้นตาไว้จะดีมาก
- ลำตัว (body): ส่วนหนาระหว่างราคาเปิดกับราคาปิด แสดงให้เห็นว่าในช่วงเวลานั้นราคาเริ่มต้นแล้วไปจบที่ไหน
- ไส้เทียน·หาง (wick): เส้นบาง ๆ ที่ยื่นออกมาทั้งด้านบนและด้านล่างของลำตัว ปลายหางด้านบนคือราคาสูงสุด ปลายหางด้านล่างคือราคาต่ำสุด มองได้ว่าเป็นร่องรอยที่ราคาไปชั่วครู่แล้วย้อนกลับมา
- สี: ถ้าราคาปิดสูงกว่าราคาเปิด (ราคาขึ้น) มักเป็นสีเขียวหรือสีขาว เรียกว่าแท่งขาขึ้น ถ้าราคาปิดต่ำกว่าราคาเปิด (ราคาลง) มักเป็นสีแดงหรือสีดำ เรียกว่าแท่งขาลง
ไทม์เฟรม: แท่งเทียนหนึ่งแท่งคือ 1 นาที หรือ 1 วัน
สิ่งที่สับสนที่สุดตรงนี้คือ 'แท่งเทียนหนึ่งแท่งคือเวลาเท่าไหร่กันแน่' คำตอบคือ 'เท่ากับหน่วยเวลาที่ฉันเลือก'
ด้านบนของกราฟจะมีปุ่มอย่าง 1m, 15m, 1h, 4h, 1D ซึ่งเรียกว่า 'ไทม์เฟรม (timeframe)' เวลาที่แท่งเทียนหนึ่งแท่งบรรจุจะเปลี่ยนไปตามปุ่มที่กดเลือก
| สัญลักษณ์ | เวลาของแท่งเทียนหนึ่งแท่ง | คนที่ดูเป็นหลัก |
|---|---|---|
| 1m | 1 นาที | เทรดสั้นมาก·สแคลปิงที่ซื้อขายไว ๆ |
| 15m | 15 นาที | คนที่ดูการเคลื่อนไหวภายในวันเดียว |
| 1h | 1 ชั่วโมง | จับการเคลื่อนไหวระดับไม่กี่วัน |
| 4h | 4 ชั่วโมง | การเคลื่อนไหวใหญ่ระดับสัปดาห์ |
| 1D | 1 วัน | เทรนด์ใหญ่·มุมมองระยะยาว |
เหรียญเดียวกัน ช่วงเวลาเดียวกัน ถ้าดูด้วยกราฟ 1 นาทีจะเห็นว่าผันผวนมาก แต่ถ้าดูด้วยกราฟรายวัน (1D) จะเห็นแค่การเคลื่อนไหวใหญ่ที่นิ่งกว่า ทั้งสองวาดราคาเดียวกัน ต่างกันแค่ 'ดูจากระยะไกลแค่ไหน' เท่านั้น
ความผันผวนใหญ่ในกราฟ 1 นาที บางทีถูกบีบให้เหลือเป็นหางเล็ก ๆ เพียงหางเดียวในกราฟรายวัน ดังนั้นแม้เป็นราคาเดียวกัน ความรู้สึกก็เปลี่ยนไปพอสมควรตามไทม์เฟรม
แท่งปริมาณการซื้อขาย: ข้อมูลอีกชุดที่อยู่ใต้ราคา
ถ้าดูด้านล่างของกราฟแท่งเทียน มักจะมีกราฟแท่งเล็ก ๆ วางแยกอยู่ต่างหาก นี่คือ 'ปริมาณการซื้อขาย (volume)' แสดงด้วยความสูงว่าในช่วงเวลานั้นมีการซื้อขายมากแค่ไหน
ยิ่งแท่งสูงยิ่งหมายความว่าช่วงเวลานั้นมีการซื้อขายคึกคัก ถ้าอ่านควบคู่ไปกับแท่งราคา (แท่งเทียน) เป็นคู่ ก็จะเห็นการเคลื่อนไหวได้ชัดเจนขึ้น
เหตุที่ปริมาณการซื้อขายสำคัญก็เพราะมันบอกว่า 'มีคนเข้าร่วมในการเคลื่อนไหวของราคามากแค่ไหน' แม้ราคาขึ้นเท่ากัน ความหมายก็อาจต่างกันได้
การขึ้นที่มาพร้อมปริมาณการซื้อขายมาก คือมีผู้เข้าร่วมจำนวนมากเคลื่อนไปด้วยกัน ส่วนการขึ้นที่ปริมาณการซื้อขายน้อยคือมีแค่คนกลุ่มเล็กเคลื่อนไหว จึงอาจถูกมองว่าการเคลื่อนไหวนั้นอ่อนแรงได้
- ถ้าราคาขยับแรงและปริมาณการซื้อขายก็มากด้วย มักถูกตีความว่าการเคลื่อนไหวนั้นมีแรงหนุน
- ถ้าราคาขยับแต่ปริมาณการซื้อขายน้อยกว่าปกติ ก็มีคนมองว่าการเข้าร่วมน้อยจึงความน่าเชื่อถือต่ำ
- ถ้าแท่งปริมาณการซื้อขายพุ่งสูงผิดปกติกว่าเดิมมาก ก็มีความเป็นไปได้ว่าเกิดเหตุการณ์หรือข่าวใหญ่บางอย่าง
แนวรับและแนวต้าน: จุดที่ราคามักหยุดบ่อย ๆ
เมื่อดูกราฟไปสักพักจะเห็นว่ามีช่วงที่ 'พอราคามาถึงแถวนี้ก็มักจะหยุดนะ' จุดเหล่านี้ที่เราทำเครื่องหมายไว้ก็คือแนวรับและแนวต้าน
ฟังดูเหมือนแนวคิดยาก แต่จริง ๆ แล้วเป็นไอเดียง่าย ๆ ว่า 'ช่วงราคาที่ผู้คนเคยซื้อขายกันบ่อยในอดีต'
- แนวรับ (support): ช่วงราคาด้านล่างที่ราคาตกลงมาแล้วมักจะ 'หยุดตรงนี้แล้วดีดขึ้นอีก' มองได้ว่าทำหน้าที่เหมือนฐานรองรับ
- แนวต้าน (resistance): ช่วงราคาด้านบนที่ราคาขึ้นไปแล้วมักจะ 'ติดตรงนี้แล้วลงมาอีก' ทำหน้าที่เหมือนเพดาน
เส้นเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว แต่เป็นการที่คนเอาตามองแล้วลากเส้นที่ราคาเคยตอบสนองหลายครั้งในอดีต ฉะนั้นแต่ละคนอาจลากต่างกันเล็กน้อย
ขอให้จำไว้ให้ดีว่า 'เส้นที่เป็นคำตอบถูกต้อง' ไม่ได้ถูกวาดไว้ในกราฟล่วงหน้า มันเป็นเพียงเส้นช่วยที่เราลากเองเพื่อใช้อ้างอิงเท่านั้น
เทรนด์และเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่: เห็นการเคลื่อนไหวในพริบตา
เทรนด์ (trend) หมายถึงทิศทางโดยรวมที่ราคามุ่งไป แบ่งได้คร่าว ๆ เป็นสามอย่าง
ถ้ายอด (จุดสูง) และก้นบึ้ง (จุดต่ำ) ค่อย ๆ สูงขึ้นเรื่อย ๆ คือเทรนด์ขาขึ้น ถ้าค่อย ๆ ต่ำลงเรื่อย ๆ คือเทรนด์ขาลง ถ้าวิ่งขึ้นลงในช่วงกว้างใกล้เคียงกันไปมา คือไซด์เวย์ (การเคลื่อนไหวที่คืบไปข้าง ๆ)
- เทรนด์ขาขึ้น: ภาพที่ทั้งจุดสูงและจุดต่ำค่อย ๆ ไต่ขึ้นไปเหมือนขั้นบันได
- เทรนด์ขาลง: ภาพที่ทั้งจุดสูงและจุดต่ำค่อย ๆ ลดลงไปเรื่อย ๆ
- ไซด์เวย์: ภาพที่ไม่มีทิศทางชัดเจน เคลื่อนไปข้าง ๆ ในช่วงหนึ่ง ๆ บางทีก็เรียกว่า 'กรอบบ็อกซ์'
สิ่งที่ช่วยเวลาที่ใช้ตากะเทรนด์ได้ยากคือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (MA, Moving Average) มันคือเส้นโค้งที่ราบเรียบซึ่งได้จากการเอาราคาปิดในช่วงเวลาหนึ่งของช่วงล่าสุดมาเฉลี่ยแล้วลากจุดต่อกัน
มันช่วยปรับความขรุขระของราคาให้เรียบ ทำให้ดู 'ว่าโดยรวมไปทางไหน' ได้ง่ายขึ้น เช่น เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 วัน คือเส้นที่เอาค่าเฉลี่ยราคาปิด 20 วันล่าสุดมาลากต่อกันทุกวัน
- MA (ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบธรรมดา): เอาราคาปิดในช่วงนั้นมาเฉลี่ยตรง ๆ เป็นพื้นฐานที่สุด
- EMA (ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โพเนนเชียล): ให้น้ำหนักกับราคาล่าสุดมากกว่า จึงตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงล่าสุดเร็วกว่า MA
- ถ้าเส้นหันขึ้น อ่านได้คร่าว ๆ ว่าการเคลื่อนไหวในช่วงนั้นเป็นขาขึ้น ถ้าหันลงก็เป็นฝั่งขาลง
- ตัวเลขช่วงเวลา (เช่น 20, 50, 200) ยิ่งมากยิ่งแสดงการเคลื่อนไหวที่ยาวและใหญ่ ยิ่งน้อยยิ่งแสดงการเคลื่อนไหวที่สั้นและไวกว่า
สิ่งที่กราฟบอกได้ และสิ่งที่ไม่มีทางบอกได้เลย
ถ้าตามมาถึงตรงนี้ได้ ตอนนี้คุณก็อ่านแท่งเทียน·ไทม์เฟรม·ปริมาณการซื้อขาย·แนวรับแนวต้าน·เทรนด์·เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ได้ในหน้าจอเดียวแล้ว แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือข้อสุดท้ายนี้
กราฟเป็นเพียงบันทึกของ 'สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว' เท่านั้น ไม่ได้รับประกัน 'สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต' ถ้าพลาดจุดนี้ไป กราฟอาจกลายเป็นยาพิษได้
- ในอดีตราคาเคลื่อนไหวอย่างไร (ขึ้นหรือลง ผันผวนมากแค่ไหน)
- ช่วงเวลาที่การซื้อขายคึกคักและช่วงเวลาที่เงียบเหงา
- ช่วงราคาที่ผู้คนเคยตอบสนองบ่อยในอดีต (แนวรับ·แนวต้าน)
- การเคลื่อนไหวที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้โดยรวมไปทางไหน (เทรนด์)
- พรุ่งนี้หรือชั่วโมงถัดไปราคาจะขึ้นหรือลง — กราฟไม่ได้บอกอนาคต
- การรับประกันแบบ 'พอรูปแบบนี้โผล่มาแล้วต้องขึ้นแน่นอน' — รูปแบบ 100% แบบนั้นไม่มี
- ตัวแปรนอกกราฟอย่างข่าว·นโยบาย·เงินทุนก้อนใหญ่ — สามารถพลิกทุกการเคลื่อนไหวได้อย่างฉับพลัน